หน้าแรก สินค้าและบริการ เกี่ยวกับยนต์ผลดี ผลงานที่ผ่านมา ติดต่อสอบถาม
 English
-A +A
 www.yontpholdee.co.th
  Search   
 



บทความเรื่อง นกนางนวล นกแขกเต้า

นกนางนวล 
 
นางนวลนั้นบินไปเหนือพื้นน้ำ เหนือพื้นทะเลและมหาสมุทร  นางนวลไม่เคยกลัวมรสุม
ไม่มีทะเลส่วนไหนในโลกที่ปราศจากมรสุม  ทะเลแม้จะเงียบสงบ ขอเพียงมีลมพัดมา
ทะเลก็พร้อมที่จะบ้าคลั่ง ความบ้าคลั่งของทะเล สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงได้ภายในพริบตาเดียว สามารถทำลายแม้แต่เรือลำใหญ่ที่สุดในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้นมาให้จมลงสู่ท้องทะเลลึก ไม่มีอะไรมาขวางกั้นความรุ่นแรงหรือความยิ่งใหญ่ของทะเลได้
 แต่ นางนวลตัวเล็กๆซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ นางนวลยังคงกระพือปีกน้อยๆที่แข็งแกร่งและบินไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อมุ่งไปสู่จัดหมายปลายทางที่ต้องการจะไป นางนวลไม่เคยหลงทิศทางของตัวเองยังคงบินต่อไป... ต่อไป... และต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  นางนวลจะหยุดกระพือปีกน้อยๆนั้นก็ต่อเมื่อ “ ชีวิตของนางนวลได้จากโลกนี้ไปแล้ว ”
นกนางนวล มีทั้งความกล้าหาญ เข้มแข็งและอดทนชีวิตของนางนวล อยู่ เหนือกฎเกณฑ์และความรุนแรงของธรรมชาติ  ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะทำลาย ชีวิตของนางนวลลงได้ ยกเว้น
“ นางนวลได้จากโลกนี้ไปเองเท่านั้น ”
 
มนุษย์เกิดมาล้วนแต่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิต เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องประสบอดีตเป็นอย่างไรปล่อยให้มันผ่านไปแต่ปัจจุบันและอนาคตคือสิ่งที่เราจะต้องคิดถึงไม่ว่าคลื่นแห่งอุปสรรคจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ไม่ว่ามรสุมของความผิดหวังครั้งแล้ว ครั้งเล่าจะมากเพียงไร เราจะยังคงมุ่งไปข้างหน้าสู่จุดหมายปลายทางของความสำเร็จ ที่ได้ตั้งใจไว้   “ ยิ่งบินสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งมองเห็นได้ไกลเท่านั้น ”
ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะล้มเราได้แต่ในโลกนี้มีเพียงคนๆเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราล้มลงได้อย่างไม่มีท่า ล้มตลอดชีวิตขี้ขลาดตลอดกาลคือ ตัวของเราเอง...เราคนเดียวเท่านั้นที่ล้มตัวเองได้
คัดมาฝาก
 จากหนังสือ ก้าวไปให้ถึงจุดสุดยอดของ
 กฤษณะ กฤตมโนรถ
๒๐/๐๙/๔๘

นกแขกเต้ากับชาวนา 
ทุกๆคนมีความสุข เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้ หลายๆคนมีความสุขกับการครอบครองหวงแหนทรัพย์นั้นไว้ในขณะที่หลายๆคนก็มีความสุขกับการใช้จ่ายทรัพย์นั้น แท้จริงแล้ว เราจะแสกวงหาความสุขจากทรัพย์สินได้ด้วยวิธีใดทำอย่างไร? เราจึงจะได้รับความอิ่มกายอิ่มใจจากทรัพย์ของเราให้ได้มากที่สุด มีนกแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ ๕๐๐ ตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาหากินฝูงนกแขกเต้าต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนาของชาวมคธ เมื่อกินข้าวสาลีอิ่มแล้ว ต่างก็บินกลับด้วยปากเปล่าๆทั้งนั้น ส่วนพญานกแขกเต้าที่เป็นหัวหน้าเมื่อกินอิ่มแล้วยังต้องคาบข้าวสาลีอีก๓ รวงกลับไปด้วย ชาวนาเห็นก็แปลกใจจึงพยายามดักจับพญานกแขกเต้าให้ได้ด้วยวิธีสังเกตที่ยืนของพญานกนั้น แล้ววางบ่วงดักไว้วันหนึ่งพญานกถูกจับได้ชาวนาจึงถามพญานกว่า  “นกเอ๋ย ท้องของท่านคงใหญ่กว่านกอื่น เพราะเมื่อท่านกินอิ่มแล้วยังต้องคาบรวงข้าวกลับไปอีก  วันละ ๓รวงเป็นเพราะท่านมียุ้งฉางหรือเป็นเพราะเรามีเวรต่อกันมาก่อน  พญานกตอบว่า  “ ข้าพเจ้าไม่ได้มียุ้งฉางและเราก็ไม่ได้มีเวรต่อกันแต่ที่คาบไป ๓รวงนั้นรวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขาและอีกรวงหนึ่งเอาไปฝังไว้ ”    ชาวนาได้ฟังเกิดความสงสัยจึงถามว่า  “ท่านเอารวงข้าวไปใช้หนี้ใคร? เอาไปให้ใคร? และเอาไปฝังไว้ที่ไหน? ”     
พญานกแขกเต้าจึงตอบว่า
 “รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า คือเอาไปเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะท่านแก่แล้ว และเป็นผู้มีพระคุณอย่างมากทั้งให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้าพเจ้าจนเติบใหญ่ นับว่าข้าพเจ้าเป็นหนี้ท่านจึงสมควรเอาไปใช้หนี้”
“รวงที่สองเอาไปให้เขา คือเอาไปเลี้ยงลูกน้อยทั้งหลายที่ยังเล็กอยู่ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงดูเขาตอนนี้ ต่อไปเมื่อข้าพเจ้าแก่เฒ่าเขาก็จะเลี้ยงตอบแทนจัดเป็นการให้เขา”
“รวงที่สามเอาไปฝังไว้ คือเอาไปทำบุญด้วยการให้ทานกับนกที่แก่ชรานกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินได้เท่ากับเอาไปฝังไว้”
ชาวนาฟังแล้วก็เกิดความเลื่อมใสว่า นกนี้เป็นนก กตัญญูต่อพ่อแม่ เป็นนกมีความเมตตาต่อลูกน้อยและเป็นนกใจบุญมีปัญญารอบคอบมองการณ์ไกล พญานกได้อธิบายต่อไปว่า ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินไปนั้นก็เปรียบเหมือนเอาทิ้งลงไปในเหวที่ไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมากินทุกวันวันนี้กินแล้วพรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็มจะไม่กินก็ไม่ได้เพราะถ้าท้องหิว ก็เป็นทุกข์ ชาวนาจึงกล่าวว่าพญานกผู้มีปัญญาทีแรกข้าพเจ้าคิดว่า “ ท่านเป็นนกที่โลภมากเพราะนกตัวอื่นเขากินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่คาบอะไรไปส่วนทานมาหากินแล้วก็ยังคาบรวงข้าวกลับไปอีก แต่พอฟังท่านแล้ว จึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภแต่คาบไปเพราะความดีคือเอาไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อยและเอาไปทำบุญท่านทำดีจริงๆ”ชาวนามีจิตเลื่อมใสในคุณธรรมของพญานกมาก จึงแก้เครื่องผูกออกจากเท้าพญานก ปล่อยให้เป็นอิสระแล้วมอบนาข้าวสาลีให้ พญานกรับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่งซึ่ง คะเนแล้วว่าพอเพียงแก่บริวาร จากนั้นจึงให้โอวาทแก่ชาวนาว่า  “ขอให้ท่านผู้ไม่ประมาท หมั่นสั่งสมกุศลด้วยการทำทานและเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด ” ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานกจึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจนตลอดชีวิต
นกแขกเต้าผู้มีปัญญารู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคมนับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ยิ่งมีความสุขความเจริญสุขทั้งกาย สุขทั้งใจและสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราทุกคนเมื่อรู้จักเก็บรู้จักหาทรัพย์แล้วก็ควรจะรู้จักหากความสุขจากการใช้ทรัพย์อย่างถูกต้องด้วย เพราะการแสวงหา?หรือครอบครองทรัพย์สินที่มี ไม่อาจสร้างความสุขใจ และไม่อาจทำให้เกิดบุญกุศลได้เทียบเท่ากับการใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดคุณค่าอย่างแท้จริงต่อชีวิต
คัดมาฝาก วิสูตรจิตสุทธิภากร
๒ / ๑๐ / ๒๐๐๕

ของขวัญ 
แม้ผมจะไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะพิธีการโทรทัศน์รายการ มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1991 แต่ก็ยังมีคนจำได้ และทักทายผมไม่เว้นแต่ละวัน ผมชื่นชมเป็นที่รู้จักในขณะเดียวกันบางครั้งก็นึกอยากให้คนรู้ในสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มากกว่า นั่นคืองานการกุศล ผมเห็นมานับไม่ถ้วยแล้วว่าถ้าขวางก้อนหินลงน้ำก็จะเกิดแรงสะท้อนเป็นวงกว้างกว่าก้อนหินหลายร้อยเท่า แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่พิเศษสำหรับผมและเป็นตัวอย่างอันดีซึ่งทำให้ผมน้ำตารินจนทุกวันนี้
วันอากาศแจ่มใสในปี 1942 แม็กซ์ ฟรีด เจ้าของบริษัทผลิตเสื้อเชิ้ตเฮอร์คิวลิส แมนูแฟกเจอริ่ง ในวินนิเปก กลับเข้าโรงงานพร้อมหนีบรายการสินค้าที่ลูกค้าสั่งปึกใหญ่ไว้ใต้แขนอย่างไม่มีตกหล่น ธุรกิจของเขากำลังไปได้ดี และฟรีด ก็เริ่มฉายแววโดดเด่นเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งที่วัยเพียง 30 ปี ขณะเขาเดินเข้าสำนักงาน เขาสังเกตุเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังคุกเข่าขัดขั้นบันไดร้านเสื้อผ้าขายส่งเชอร์ชิลซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน เขารู้สึกคุ้นหน้าเด็กคนนี้มากจึงเดินข้ามถนนไปถามว่า
“  เธอมาทำอะไรที่นี่  ” เด็กหนุ่มวัย 20 ตอบว่า “    ผมทำงานที่ร้านเชอร์ชิลครับ เจ้านายสั่งให้ผมขัดขั้นบันใด”  “   เธอชื่ออะไร ” ฟรีดถาม เด็กหนุ่มก็บอกชื่อไป “  พ่อของเธอขายเนื้อใช่ไหม” เด็กตอบว่า ใช่  ฟรีดเข้าไปในสำนักงานแล้วโทรหาคนขายเนื้อ “  ผมเห็นลูกชายคุณขัดขั้นบันใดบริษัทฝั่งตรงข้ามบริษัทของผมดูจะเป็นหนุ่มท่าทางฉลาดเขาเลือกทำงานแบบนี้เองหรือเปล่า”
“  เขาอยากกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ ” คนขายเนื้อบอกเสียงนอบน้อม “ แต่ผมไม่มีเงินส่งเสีย” คนขายเนื้อเล่าว่า พอจบมัธยมปลายลูกชายก็ทำงานอยู่สองปีเพื่อเก็บเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เรียนที่มหาวิทยาลัยมานิโทบา ได้ปีครึ่งก็หมดเงิน ตอนนี้กิจการขายเนื้อเริ่มง่อนแง่น แม้ภรรยาคนขายเนื้อจะทำงานถึงสองแห่งก็ยังแทบไม่พอค่าใช้จ่ายในครอบครัว รายได้สัปดาห์ละ 9 เหรียญของลูกชายจึงช่วยแบ่งเบาภาระได้มากทีเดียว  “  บอกลูกชายให้มาพบผมวันพรุ่งนี้ละกัน” ฟรีด บอกคนขายเนื้อ
คืนต่อมาหลังจากเสร็จงานส่งของและทำความสะอาดที่ร้านเชอร์ชิลเด็กหนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง วัย 20 ก็ไปพบฟรีดที่ห้องทำงานในโรงงาน “ อยากกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อไหม ” ฟรีดถาม
“ อยากมากที่สุดเลยครับ”  เด็กหนุ่มตอบ ฟรีดจ้องตาเขา “  ฉันจะส่งเสียเธอเรียนจนจบ จดมาว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ทุกอย่างแล้วเอามาให้ฉัน” ยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้
วันรุ่งขึ้น เด็กหนุ่มให้ฟรีดดูจำนวนเงินที่ต้องการ นักธุรกิจเสื้อเชิ้ตตรวจดูแล้วถามว่า “ แล้วเธอไม่อยากได้ของส่วนตัวบ้างหรือ ไม่กินข้าวกลางวันหรือ ตัดผมบ้างหรือไง ฟรีด บอกเด็กหนุ่ม เธอคงต้องการเสื้อผ้าใหม่บ้าง เติมลงไปซิ ” ก่อนจะยื่นเช็คให้ฟรีดบอกเด็กหนุ่มว่าฉันมีเงื่อนไขหลายอย่าง
ที่จะให้ทำ   เด็กหนุ่มนั่งนิ่งตาโตอย่างใจจดใจจ่อ
 
 
  “อันดับแรก คือ “ห้ามบอกใคร ว่าเงินนี้มาจากไหน ” เด็กหนุ่มพยักหน้า”
“  อันดับสองคือ ต้องทำคะแนนสูงๆเพราะฉันไม่ได้ส่งเธอไปมหาวิทยาลัยเพื่อ
     ให้เป็นหนุ่มเจ้า     สำราญ ”
 “อันดับสามคือ  “ เงินนี้ไม่ได้ให้เปล่า เธอต้องเอามาใช้คืนให้ครบ ทุกบาททุกสตางค์ทันที
   ที่ สามารถทำได้
 สุดท้ายคือ เธอต้องสัญญาว่าจะช่วยคนอื่นเหมือนอย่างที่ฉันช่วยเธอไปตลอดชีวิต”
ขอบคุณครับคุณฟรีด เด็กหนุ่มวัย 20 รับคำ “ ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง”
 
ทุกเดือนเด็กหนุ่มจะไปพบฟรีดเพื่อรายงานความก้าวหน้าที่มหาวิทยาลัยมานิโทบา คะแนนของเขาดีมากจนเกือบติดอันดับหนึ่งของรุ่นและได้รับเลือกเป็นประธานนักศึกษา
ช่วงสามปี ฟรีดให้ลูกชายคนขายเนื้อยืมเงิน 900เหรีญ บัณฑิตหนุ่มเริ่มจ่ายหนี้คืนทันที ที่เรียนจบและได้ทำงาน ปีแรกจ่าย 100 เหรียญ ปีที่สองอีกหนึ่งร้อยเหรียญและปีที่สามของการเรียนจบก็ปลดหนี้จนหมด
ตลอดชีวิตเขาไม่เคยลืมวันที่มีคนหยิบยื่นโอกาสสู่ความสำเร็จได้แถมยังจำได้แม่นว่า เคยสัญญาจะช่วยคนอื่นในลักษณะเดียวกัน
 ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ส่งเสียคนหนุ่มสาวเรียนจนจบมหาวิทยาลัยไปอีกหลายคน
มีสัญญาข้อหนึ่งที่เขาให้กับฟรีดแต่ไม่อาจรักษาไว้ตลอดรอดฝั่งเกือบ 30 ปี
ที่เขาไม่บอกใครถึงชื่อของผู้มีอุปการะลึกลับ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวของเขาเพราะคิดว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนช่วยเหลือคนอื่นๆและเพราะเขารู้สึกว่าความดีของแม๊กซ์ ฟรีด สมควรได้รับการยกย่องแม้เจ้าตัวอยากเป็นบุคคลนิรนามก็ตาม
ผมเล่าเรื่องนี้บ่อยๆ  เพื่อเตือนตนเองว่าไม่ว่าคนเราจะทำอะไรในชีวิตหรือประสบความสำเร็จแค่ไหนนั้นไม่สำคัญ เพราะที่สุดแล้วคนอื่นจะจดจำเราได้ในฐานนะที่ช่วยหลือผู้ด้อยโอกาสกว่า เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้ผมชอบเล่าเรื่องนี้ก็คือผมคือ ลูกชายคนขายเนื้อที่ว่าคือผมเอง 
เขาไม่เคยลืมวันที่มีคนหยิบยื่นโอกาสสู่ความสำเร็จไห้
                                                             
 
 
 
 
คัดมาฝากจากหนังสือขายดี
วิสูตร 20/06/047


หน้าแรก | สินค้าและบริการ | เกี่ยวกับยนต์ผลดี | ผลงานที่ผ่านมา | ติดต่อสอบถาม  
  Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2017 All rights reserved.
บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด
25/6 ถ.พหลโยธิน กม.351
อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60240
Tel : 056-334000-2 Fax: 056-334004
Email : karn.ck@gmail.com