หน้าแรก สินค้าและบริการ เกี่ยวกับยนต์ผลดี ผลงานที่ผ่านมา ติดต่อสอบถาม
 English
-A +A
 www.yontpholdee.co.th
  Search   
 



จดหมายถึงก๊ก 06

จดหมายฉบับที่ ๖
สวัสดีลูกก๊กที่รัก
 เขียนเลียบค่ายมาตั้งหลายวันแล้ว ยังไม่เข้าถึงร้านสีซะที ก็เพราะว่าจริงๆแล้วการสีข้าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งในขบวนการสีข้าว ที่สำคัญที่สุด แต่โรงสีข้าวนั้น กิจกรรมหลังจากที่ได้ตกลงซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรชาวนาลงพื้นปูนซีเมนต์แล้วก็ยังไม่หมด ถ้าจะว่าไปแล้ว งานเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก เพราะข้าวเปลือกทุกเมล็ด ต้องเข้าตู้อบทันทีเพราะถ้าทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะมีความร้อนขึ้นในกองข้าวสังเกตดูบางโรงสีตู้อบไม่พอต้องย้ายกองข้าวเปลือกหรือเกลี่ยออกตากแดดไว้สักหลายชั่วโมงป้องกันการเสียหายจากข้าวเปลือกเสื่อมคุณภาพ
การอบลดความชื้นก็มีเทคนิคมากมาย ตู้อบแต่ละค่ายก็ไม่เหมือนกัน มีแบบ ฟอรัม แบบซิกแซกสลับไปมา ทั้งสองแบบใช้ความร้อนไม่เหมือนกันความเร็วในการอบก็ต่างกัน ความร้อน กับความเร็ว และคุณภาพของข้าวเปลือกเป็นตัวคูณกัน คือถ้าอบเร็ว อบร้อนก็ป่นมาก ถ้าอบน้อย ร้อนมากยิ่งป่นมากกว่า ถ้าอบช้าความร้อนน้อย และมีเวลาพักตัวให้ข้าวได้คลายความร้อน ( เราเรียกกันว่าคลายเครียด ) ป๋า ว่าคนที่เครียดนั้นไม่ใช่ข้าวเปลือกแต่เป็นเจ้าของโรงสีมากกว่า ก็จะได้ข้าวเปลือกที่ดี ในกรณีที่ม่การนำข้าวเปลือกอบเพื่อนำไปเป็นข้าวปลูก( พันธุ์ข้าว ) ต้องให้ความร้อนไม่เกิน ๔๐ องศาไม่เช่นนั้นเยื้อเจริญจะตาย ข้าวจะไม่งอก (จริงๆแล้วข้าวเปลือกก็มีชีวิตที่จะสืบสายพันธุ์ของมันต่อไปแต่ถ้าถูกอบโดยความร้อนสูงข้าวเปลือกก็จะตายได้เหมือนกัน)
ใครที่ต้องการทำข้าวปลูกต้องคำนึงถึงเรื่องนี้
 ก๊กจะต้องรู้อีกว่าการที่เราอบข้าวได้แล้วต้องตากผึ่งไว้อีกสัก ๒๔ ชั่วโมงเพื่อให้ข้าวเปลือกคลายความร้อนเขาบอกว่าเมื่อข้าวเปลือกรับความร้อนผิวข้าวเปลือกจะแห้ง น้ำหรือที่เราเรียกว่าความชื้นจะเข้าไปอยู่ด้านในคือเมล็ดข้าวจะเปียกมาก เมื่อออกจากตู้อบ หรือไม่ให้ความร้อนแล้วปล่อยให้ข้าวเปลือกไหลผ่านอยู่ในตู้อบแต่เป่าลมธรรมชาติเข้าไป ( เราเรียกว่าตู้เป่าเย็น) ข้าวเปลือกก็จะคลายความชื้นผ่านเปลือกข้าวออกแล้วข้าวเปลือกนั้นก็จะแห้งทั้งภายในและภายนอก ถ้าจะให้มีคุณภาพในการสีที่ดี ต้องทิ้งไว้สักหนึ่งหรือสองวันจึงจะนำเข้าไปทำการสีแปรสภาพข้าวเปลือกได้
จากการซื้อ มาถึงการอบ และก็จะได้เข้าทำการสี แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับข้าวเปลือกที่จะนำมาสีให้ละเอียดก่อนคือการนำข้าวเปลือกที่จะทำการสีนั้นมาทดสอบด้วยเครื่องมือที่มีอยู่หน้าออฟฟิตเราเรียกว่าเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือกเพื่อหาผลผลิตที่จะได้จากข้าวเปลือกชุดนั้นๆว่าเมื่อทำการสีแล้วจะได้ตามที่คำนวณไว้หรือไม่มีกำไรหรือขาดทุน คุณภาพข้าวสารเป็นอย่างไร เพื่อจะได้รับออเดอร์ลูกค้าได้ถูกต้องไม่ใช่ว่านำข้าวเปลือกชัยนาท ๑ มาแล้วจะสีออกมาเป็นข้าวก.ข. หรือสุพรรณ ๖๐อย่าง นี้เป็นต้นถ้าเรารับข้าวสารแบบไหนก็ต้องนำข้าวเปลือกพันธุ์นั้นๆออกมาสีเพราะเราเก็บไว้หลายยุ้งหลายคุณภาพและยังมีหลายความชื้นอีกด้วย ฉะนั้นการตรวจสอบคุณภาพก่อนการสีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
 
เครื่องมือที่ว่านี้ที่สำคัญมี. 
เครื่องชั่งละเอียดแบบ ๑๐๐๐กรัม    กระบอกตวงข้าวเปลือก
เครื่องทดสอบข้าวสารแบบลูกขัดเหล็ก    เครื่องกะเทาะข้าวกล้องแบบลูกยางขนาด ๔ นิ้ว
ตะแกรงกลมคัดเปอร์เซ็นต์    โต๊ะขนาด๔คูณ ๖ ฟุตเป็นอย่างน้อย
เครื่องวัดความขาว
เมื่อเรามีเครื่องมือเหล่านี้แล้วก็ต้องศึกษาวิธีที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์ ( มีหลายโรงสีบอกว่าไม่ค่อยได้ใช้เพราะว่าเดี๋ยวนี้ซื้อแบบเหมาเลยไม่ค่อยได้เก็บตัวอย่างใช้วิธีคำนวณเอา หรือใช้เฉพาะเวลาซื้อข้าวเปลือกโดยนำข้าวเปลือกของพ่อค้าข้าวเปลือกมาบดเพื่อหาขีดกรัมของข้าวกล้อง ข้าวขาว แต่ไม่เคยนำมาเพื่อการคำนวณในการสีข้าวกับเครื่องจักรในร้านสีจริงๆสักครั้งเลยเพิ่งจะได้ฟังวันนี้ว่าใช้กับการคำนวณตัวเลขในการสีจริงและตรวจสอบคุณภาพก่อนทำการสีจริงเพื่อป้องกันผิดพลาดในการตักข้าวเปลือกมาจากยุ้งฉาง
ตัวอย่างในการทำงานของเครื่องมือ 
นำข้าวเปลือกมา ชั่งให้ได้ ๑๐๐กรัม นำข้าวเปลือก เข้าเครื่องกะเทาะเทลงเครื่องประมาณ ๒รอบเพื่อกะเทาะให้ได้ข้าวกล้องทั้งหมด แกลบรำปล่อยทิ้งไปนำข้าวกล้องที่ได้ไปเข้าตะแกรงกลมเพื่อหาน้ำหนักข้าวกล้องเต็มเมล็ด ข้าวกล้องหัก แล้วนำทั้งสองตัวเลขมารวมกันก็จะได้น้ำหนักรวม
ซึ่งจะบอกเราว่าข้าวชุดนี้เป็นข้าวเปลือกหนาหรือข้าวเปลือกบาง สีข้าวกล้องเต็มเมล็ดได้กี่กรัม ข้าวหักกี่กรัม หลังจากนี้ก็นำข้าวกล้องทั้งหมดไปใส่ในเครื่องขัดขาวแบบเหล็ก ตั้งเวลา หนึ่งนาทีแล้วก็ทำการขัดเมื่อเครื่องหยุดแล้วก็นำข้าวสารออกมา ใส่ตะแกรงกลม คัดแล้วก็นำมาชั่งเพื่อหาน้ำหนักของข้าวต้น ข้าวหัก แล้วนำมาคำนวณหาตัวเลขของข้าวขาวและผลผลิตทั้ง ๑๐ รายการแทนค่าด้วยราคาปัจจุบันบวกับค่าใช้จ่ายในร้านสีทุกรายการ อ๋อ อย่าลืมคิดค่าเสื่อม ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยเมื่อได้แล้วนั่นคือต้นทุนในการตั้งราคาสินค้าเพื่อเป็นราคาบอกขายลูกค้า
แต่ทั้งนี้ไม่ได้เสร็จสิ้นเพียงแค่นั้นเพราะว่าข้าวที่นำมาสุ่มตัวอย่างนั้นเพียง๑๐๐กรัม ข้าวเกวียนหนึ่งมีน้ำหนัก ๑,๐๐๐กรัมคูณด้วย ๑,๐๐๐หรือเท่ากับ๑,๐๐๐,๐๐๐กรัมแล้วเรานำมาเพียงหนึ่งร้อยกรัมจะมาหาค่าที่แท้จริงได้อย่างไร จึงต้องนำข้าวสารยุ้งนั้นหรือล็อคนั้นมาทำการสีเพื่อหาผลผลิตที่แท้จริงว่าตรงหรือใกล้เคียงกับตัวอย่างหรือไม่บางคนคิดว่าการสุ่มตัวอย่างนั้นก็ใช้ได้แล้วไม่จำเป็นต้องหาตัวเลขที่สีได้จริงๆ( เพราะว่าในยุคปัจจุบันร้านสียุคใหม่เขานิยมสีแล้วใส่ผ่านเครื่องชั่งไหลผ่านขึ้นถังสต็อกทำให้ตัวเลขบางตัวออกมาไม่ชัดเจนการคำนวณต้นทุนบางครั้งก็พลาดได้ง่ายๆพูดถึงเรื่องเครื่องชั่งจะเล่าให้ฟัง    จบฉบับนี้ก่อน
สวัสดี
คิดถึงเสมอ
๒๙/๐๗/๒๕๔๘
 
 

จดหมายฉบับที่ ๗
ก๊กลูกรัก
การสีข้าวแบบปิดตานั้นทำให้การคำนวณต้นทุนผิดพลาดมาเยอะแล้ว ในอดีตการสีข้าวมีกำไรมาก ว่ากันว่าคิดแค่ข้าวต้น ข้าวท่อนก็พอแล้วที่เหลือก็คือกำไร แต่ยุคต่อๆมาคิดกันถึงรำละเอียด ข้าวปลาย ในยุคพ.ศ. นี้เขาคิดกันถึงแกลบแล้ว เพราะค่าแกลบที่แพงขึ้นปัจจุบันราคากิโลกรัมละ ๕๐สตางค์ ข้าวเปลือกหนึ่งเกวียน จะสีข้าวได้แกลบ โดยเฉลี่ย ๒๒๐กิโลกรัม เป็นเงิน ๑๑๐ บาท เงินก้อนนี้สามารถนำมาจ่ายเป็นค่าไฟฟ้าได้อย่างสบาย
ที่นี้ก็มาแข่งขันกันที่ใครใช้ไฟฟ้าในการสีข้าวประหยัดที่สุดก็จะมีกำไรมากกว่าคนอื่น
ลูกก๊ก ต้องเริ่มต้นจากการชั่งข้าวเปลือกที่จะนำมาเข้าร้านสีทุกครั้งแต่เดิมก็ใช้ชั่งรถที่นำเข้าร้านสี หรือชั่งข้าวที่ตักมาบนรถตักเพื่อจะนำหนักขาเข้า ซึ่งมีความผิดพลาดไม่มากนักพอคำนวณได้ระดับหนึ่ง  ในปัจจุบันเราได้ติดตั้งเครื่องชั่งข้าวเปลือกแบบไหลผ่านคือเครื่องชั่งจะทำการชั่งข้าวเปลือกทุกเมล็ดที่กระพร้อตัก เข้าร้านสี ป๋า แนะนำว่าต้องชั่งข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดเพราะจะได้น้ำหนักที่แท้จริงกับต้นทุนข้าวเปลือกที่นำเข้าไปในร้านสี
 เมื่อข้าวเปลือกได้ถูกตักเข้าไปในตะแกรงทำความสะอาดเพื่อเริ่มขบวนการสีข้าวไปตามขั้นตอนจนถึงขาออกทางเครื่องชั่งไหลผ่านด้านข้าวสาร ซึ่งมี ข้าวต้น ข้าวหัก ข้าวท่อน ข้าวปลาย เครื่องชั่งทุกตัวจะบอกน้ำหนักของผลิตภัณฑ์นั้นๆ อัตราส่วนต่างๆจะบอกถึงคุณภาพของข้าวเปลือกนั้นๆว่าคุณภาพเป็นอย่างไร จะมีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร จริงๆแล้วต้องชั่งรำด้วย ส่วนแกลบนั้นน่าจะอนุโลมได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีการตัดตอนการสีข้าวเป็นงวดๆเช่นในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งยุ้ง หนึ่งกองข้าวเปลือกหรือเป็นชุดๆที่แยกตามชนิดของข้าวเปลือก  เพื่อหาต้นทุนที่แท้จริงเพราะว่าข้าวเปลือกที่เราคำนวณเวลาซื้อนั้นเราตั้งไว้ที่น้ำหนักกี่กรัมสีแล้วได้กี่หาบ(  เป็นศัพท์ที่ใช้กับน้ำหนักข้าวสาร หาบหนึ่งเท่ากับหกสิบกิโลกรัม ) ในอดีตที่ผ่านมา ทุกร้านสีมีบี้แป๋
( ร้านรองข้าวสาร ) ที่มีพนักงานยืนเย็บกระสอบข้าวที่ออกมาทุกกระสอบ อัตราส่วนจะเห็นชัดว่าในแต่ละกะ
( การแบ่งเวลาของการทำงานเราเรียกเป็นกะ นิยมแบ่งเป็น ๓กะๆละ ๘ ชั่วโมง )เช้าขึ้นมาเสมียนก็ไปยกกระดานมาลอกว่าเมื่อวานนี้ ๓กะสีข้าวได้กี่กระสอบ คุณภาพ ข้าวสาร อัตราส่วนเป็นอย่างไร ได้ข้าวต้น ข้าวสามส่วน ข้าวท่อนกี่กระสอบแล้วก็นำตัวเลขนี้ไปคำนวณ  ตัด สต็อก ข้าวเปลือก ในอดีตการแข่งขันไม่สูงมากนักการสีข้าวพอมีกำไร ข้าวเปลือกราคาไม่แพงมาก การเคลื่อนไหวของราคาก็ไม่วูบวาบรวดเร็วเช่นปัจจุบัน
ที่ลูกได้ยินที่เขาพูดว่าสีข้าวได้ ๘หาบ ๘หาบ๓๐ชั่ง (หนึ่งหาบมี ๖๐ชั่ง) เรียกว่าได้ข้าวเต็มเมล็ดหรือข้าวร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในยุคนี้ หลายโรงสีเขาสีข้าว ๕%  เมื่อเราฟังข้อมูลมาจึงสับสนเล็กน้อยว่าทำไม่จึงสีข้าวได้ข้าวต้นมากนักทั้งๆที่ข้าวเปลือกที่นำเข้าไปสีก็ไม่ได้สวยมากนัก( จำนวนกรัมไม่มาก) แล้วยังมีข้อมูลอีกคือว่าสีข้าวขาวขนาดไหน ( วัดด้วยเครื่องวัดว่าหน่วยเท่าไร)ปกติดหน่วยวัดความขาวจะแสดงผลที่ ๔๓k  ๔๔k  ๔๕k
แต่ละความขาวที่เกิดขึ้นมาจากการขัดสีที่มากหรือน้อยถ้าขาวมากก็แตกหักมาก ถ้าขาวน้อยกว่าก็จะแตกหักลดลง ถ้าเราสามารถทำความขาวได้ถูกใจผู้ซื้อและลดการแตกหักได้ ( ได้ข้าวเต็มเมล็ดมากกว่า )นั่นจึงเรียกว่าสุดยอดของการสีข้าว
 ลูกก๊ก  ต้องเคยได้ยินคำว่า กากข้าว หรือข้าวกาก ฟังแล้วงงใช่ไหม จะบอกให้กากข้าวก็คือเมล็ดข้าวเปลือกที่หลุดลอดเดินทางผ่านขบวนการสีทั้งหมดระยะทางไม่น้อยกว่า ๕กิโลเมตรมาถึงกระสอบข้าวต้นได้อย่าง อัศจรรย์กากข้าวหรือข้าวกากนี้ทำให้ราคาข้าวสารตกลงมากในกระสอบข้าวต้นหนึ่งกระสอบถ้ามีติดมาสัก ๑๐๐เมล็ดราคาก็ลดลงหลายบาททีเดียว ปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยีขั้นสูงมาทำการเก็บกากคือเครื่องแยกเมล็ดข้าวตามสี (คัลเล่อร์ซอตเตอร์)ที่เราเรียกทับศัพท์ว่าเครื่องยิงสี ราคาตัวละหลายล้านบาท จริงๆแล้วเครื่องนี้ใช้สำหรับผู้ส่งออกที่ใช้เก็บความละเอียดในขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะบรรจุลงถุงเพื่อส่งออกต่างประเทศ
แล้วทำไมจึงมีกากอันนี้น่าสนใจ เพราะว่ากากนั้นมาจากตะแกรงโยก ตะแกรงโยกที่ดี จะคัดแยกข้าวกล้องและข้าวเปลือกออกได้ชัดเจน คือด้านข้าวเปลือกจะไม่มีข้าวกล้องติดมาด้วยด้านข้าวกล้องก็จะต้องไม่มีข้าวเปลือกติดไปอย่างนี้เป็นต้น เมื่อไม่มีข้าวเปลือกติดไปกับข้าวกล้องแล้วข้าวกาก( ข้าวเปลือก)ก็จะไม่มีอันนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหลายรายการ
แต่หากว่าโรงสีใช้หินโคนไทร์หรือที่เราเรียกทับศัพท์ว่า หินโคนไทร์ ( คนไทย )ที่ใช้มาตั้งเป็นร้อยปีแล้วนั้นกากเพชรและยางเส้นจะทำการขัดอย่างนุ่มนวลกากข้าวหรือข้าวเปลือกที่มีข้าวขาวก็จะถูกขัดออกกลายเป็นเศษรำหยาบออกไปกับรำละเอียดครั้งที่ หนึ่ง เมื่อเราขัดด้วยหินโคนสองถึงสามครั้งจึงไม่มีปัญหาเรื่องข้าวเปลือก( กาก )ติดไปถึงข้าวสาร ไม่ต้องมาทำงานซ้ำซ้อนที่จะต้องมานั่งเฝ้าตักกากบนตะแกรงเหลี่ยมข้าวสารอีกครั้งคิดดูแค่ข้าวเปลือกไม่กี่เมล็ดที่เดินทางหลุดมาจากตะแกรงโยกเราต้องมีงานทำมากแค่ไหนฉะนั้นตะแกรงโยกคือกระเพาะอาหารของร้านสีที่สำคัญมาก แล้วทำอย่างไรตะแกรงโยกจึงจะทำงานได้ดีอันนี้ไว้ป๋าจะเล่าให้ฟังว่าการติดตั้งการออกแบบตะแกรงโยกนั้นมีรากมาจากประเทศเยอรมันเพราะสมัยก่อนช่างกวางตุ้ง (ไซ่หู่ )เขาจะเรียกว่า เต็กก๊กไท แปลเป็นไทยว่า ตะแกรงจากประเทศเยอรมันและนั้นปัจจุบันตะแกรงโยกโมเดลนี้ก็ยังผลิตอยู่เป็นสแตนเลสทั้งตัวราคาแพงมาก มีตั้งหลายยี่ห้อ ทั้ง มู่เล่อร์ ชูเล่อร์ และในฝั่งยุโรปอีกหลายบริษัท ในไทยเรามีขนาดจัมโบ้ช่องหนึ่งคัดได้เกือบ ๒เกวียนต่อ๒๔ ชั่วโมง มีโรงสีหลายโรงบอกว่าใช้มานานกว่า ๑๐ปียังดีเฉยป๋าว่าสมัยนี้ใช้ปรับรอบด้วยอินเวสเตอร์จึงทำให้คัดได้ดีเพราะว่ารอบวิ่งสม่ำเสมอไม่เร็วบ้างช้าบ้างข้าวกล้องจึงออกมาดี เออเกือบลืมไปตะแกรงโยกนี้แต่ละช่างช่วงชักจะยาวไม่เท่ากัน
เริ่มตั้งแต่ช่างรุ่นเก่าจะชักไปมา ๗นิ้วครึ่ง แล้วก็มาถึง ๘นิ้วขนาดจัมโบ้เริ่มที่ ๙นิ้ว ปัจจุบันที่โรงงานยนต์ผลดีได้ทำรุ่นชัก ไป มา ๑๑นิ้วแล้วสำหรับตะแกรงโยกรุ่นจัมโบ้
ไว้พรุ่งนี้เขียนต่อ
รักลูกเสมอ             พ่อของลูก

ก๊กลูกรัก
ฉบับที่ ๘
เมื่อวานนี้ ป๋าได้ไปพบลูกค้าที่อำเภอ ตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์  เขาได้ปรับปรุงร้านสีเพิ่มกำลังผลิตจากเดิม ๑๐๐ เกวียน เป็น ๒๐๐เกวียน คุยกันไปมาเขาบอกว่าไม่ละเขาคิดว่าสร้างใหม่เลยจะดีกว่าเพราะได้เครื่องจักรใหม่ๆมาติดตั้งแล้วก็โรงสีเดิมก็ไม่ต้องหยุดการสีข้าวเดี๋ยวลูกค้าข้าวเปลือกและข้าวสารหายหมด ที่สำคัญคือเงินไม่หมุนเวียนทางธนาคารก็จะไม่อนุมัติวงเงินให้ เพราะว่าเครื่องจักรในร้านสีถ้าจะขยายก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ตะแกรงกระแทะข้าวเปลือกไปถึงตะแกรงกลมเรียกว่าของเดิมไม่ได้แตะต้องเลย
โรงเรือนก็เก่ามากแล้ว จะยกขึ้นก็ไม่ไหวแล้วสรุปว่าต้องรื้อออกทั้งหมดเลย ทั้งๆที่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ก็ยังสีข้าวหากินเลี้ยงลูกเมียส่งเสียลูกเรียนจบมาหลายคนแล้ว  เวลานี้ที่คิดจะขยายก็เพราะว่าลูกคนโตเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกมา ก็เลยคิดว่าจะสร้างให้ลูกๆบริหาร แต่ก็ต้องตามใจลูกๆในเรื่องการเลือกซื้อเครื่องจักรเพราะว่าในยุคนี้ต้องมาใช้ระบบไฟฟ้าขับเคลื่อนเครื่องจักรทั้งโรงสีไม่เหมือนในโรงเดิมที่ใช้เครื่องไอน้ำเครื่องจักรจึงแตกต่างกันมากเกือบจะไม่เหมือนกัน
เมื่อพ่อลูกเขาคุยกันสรุปได้ว่า ตกลงสร้างในที่ใหม่เพราะที่ดินฝั่งตรงข้ามถนนก็ซื้อไว้นานแล้วและถมไว้แล้วด้วย ก็จึงคุยต่อเรื่องเครื่องจักร ป๋าก็เสนอร้านสีข้าวขนาด ๒๐๐ เกวียน ระบบเครื่องจักรรุ่นใหม่ๆที่ทำงานสะดวกควบคุมได้ง่ายใช้คนงานเพียง ๒-๓คนก็สีข้าวได้แล้วเพราะเมื่อใช้ระบบไฟฟ้าการควบคุมการสีข้าวสามารถติดตั้งระบบPLC ( ระบบควบคุมเครื่องจักรสีข้าวด้วยคอมพิวเตอร์ )ควบคุมตั้งแต่การเดินทางของข้าวเปลือกตั้งแต่เริ่มเข้าร้านสี เรื่อยไปถึงเครื่องชั่งไหลผ่านที่คำนวณเปอร์เซ็นต์การสีข้าวว่าออกมาได้เท่าไรข้าวต้น ข้าวท่อนฯลฯเราสามารถคำนวณการทำงานและประสิทธิภาพของเครื่องจักรว่าสีข้าวได้กี่หาบ กี่ชั่งมีกำไรมากหรือกำไรน้อย  แล้วจึงปล่อยลงกระพร้อตักกระพร้อขึ้นสต็อกไว้ในถังข้าวสารที่สร้างเตรียมไว้เมื่อต้องการขายจึงเปิดออกมาเข้าเครื่องชั่งบรรจุกระสอบขึ้นรถอย่างนี้ เรียกว่าเป็นโรงสีข้าวยุคใหม่ที่ใช้พนักงานไม่มาก
ขั้นตอนการทำงานของร้านสีเริ่มที่ !!
เมื่อ กระพร้อตักจากบ่อขึ้นไป 
ก่อนที่จะลงตะแกรงทำความสะอาดข้าวเปลือกก็มีการติดตั้งเครื่องชั่งไหลผ่าน ข้าวเปลือกไว้ ๑ เครื่องเพื่อคำนวณว่าวันนี้เริ่มตักข้าวเปลือกเข้าร้านสีถึงพรุ่งนี้หรือหนึ่งสัปดาห์เราได้ใช้ข้าวเปลือกไปน้ำหนักเท่าไร? 
ตะแกรงข้าวเปลือกป๋าเสนอให้เขาติดตั้งแบบสั่นสะเทือน (ไวเบชั่น )เพราะว่าใช้ได้ดีมากตะแกรงอายุใช้งานนานหลายปีไม่เสียจุกจิกขนาด ๕ คูณ ๑๒ ฟุตสามารถรับข้าวเปลือกได้๑๐เกวียนต่อชั่วโมง
จากนั้นก็มาถังพักข้าวเปลือกสะอาดแล้วก็มายังเครื่องกะเทาะข้าวเปลือกระบบอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยระบบลม การสีข้าวด้วยแรงดันลมจะได้ข้าวกล้องเปอร์เซ็นต์สม่ำเสมอตลอดเวลาทำการสีข้าวเพราะเมื่อลูกยางสึกลงไประบบลมจะทำการเดินยางในอัตราแรงดันคงที่ข้าวกล้องที่ออกมาจึงได้เปอร์เซ็นต์ที่คงที่ลดการแตกหักของข้าวกล้องเมื่อข้าวกล้องดี ตะแกรงโยกก็จะทำงานได้ดีไปด้วยร้านสีกำลังผลิต ขนาด ๘เกวียน/ชั่วโมง
ป๋าเสนอให้ติดตั้ง ๓เครื่อง  แล้วไว้ทำข้าวกลับหลัง ( ข้าวกลับจากตะแกรงโยก) อีก ๑เครื่องรวมเป็น ๔เครื่อง เพราะเครื่องกะเทาะของเราทำงานได้ชั่วโมงละ ๓-๔ตันข้าวเปลือกแต่เราติดไว้สำรองจะได้ไม่ต้องเดินเครื่องเร่งตลอดเวลาเปลี่ยนลูกยาง หรือข้าวเต็มจะได้มีเวลาพักเครื่องบ้าง เพราะว่าเครื่องกะเทาะนั้นคือตัวเราเครื่องกะเทาะของ ยนต์ผลดี เราไม่ยอมแพ้ใครอยู่แล้วยิ่งเครื่องรุ่นใหม่คุณภาพเนี๊ยบสวยสุดเพราะพ่นด้วยสีฝุ่นแล้วอบด้วยความร้อนกว่า ๑๒๐องศา สวยงามมาก สีทนไม่เป็นรอยขีดข่วนและสีไม่ซีดจืดเงางามตลอดเวลาแบบเครื่องต่างประเทศ คุณภาพคับแก้ว ถ้าลูกก๊กมาด้วยจะต้องเห็นว่าเสี่ยเขาบอกว่าเครื่องที่ร้านสีของเตี่ยหมายถึงโรงสีเดิมที่ยังสีอยู่ทุกวันนี้ใช้เครื่องของ ยนต์ผลดี มากว่า ๒๐ปีแล้วยังดีเฉยเลย
     น่าภูมิใจมากเลย ที่พนักงานของเราผลิตเครื่องได้ดีรักหน้าเจ้าของได้ยินคำชมแบบนี้เป็นปลื้มไปหลายวัน 
จากเครื่องกะเทาะก็มาถึงตะแกรงเหลี่ยมร่อนคัดแยกแกลบ เราเรียกว่าจะแกรงแกลบ
 มี ๔ทางออกคือ   
ชั้นบน      ข้าวเปลือก +แกลบ
ชั้นสอง    ข้าวเปลือก+ข้าวกล้อง
ชั้นสาม   ข้าวกล้องแตกซีก +แกลบซีก
ชั้นที่สี่     รำหยาบ+ละอองข้าวกล้อง           
แต่ละชนิดก็จะถูกแยกไปลงตามที่กำหนดไว้ถ้าเราใช้ตู้สีฝัดระบบลมหมุนเวียนก็จะแยกกลุ่มของตู้โดย
ให้ชั้นที่หนึ่ง     ข้าวเปลือกบวกแกลบ                     ลงตู้สีฝัด  ชุดที่หนึ่ง     ๒ตู้
ให้ชั้นที่สอง     ข้าวเปลือกบวกข้าวกล้อง                ลงตู้สีฝัด   ชุดที่ สอง   ๒ตู้
ให้ชั้นที่สาม     ข้าวกล้องแตกซีกบวกแกลบซีก      ลงตู้สีฝัด   ชุดที่ สาม    ๑ ตู้   
ถ้าทำอย่างนี้จะสมบูรณ์ที่สุดเพราะว่าจะได้ปรับแรงลมที่ตู้สีฝัดได้สม่ำเสมอทั้งสามชุด จะใช้แรงลมไม่เท่ากันการปรับได้ตามความเหมาะสมในข้าวแต่ละชนิดจึงทำให้ลดจำนวนข้าวแตกซีกและจมูกข้าวที่ติดไปกับแกลบได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รำหยาบอีกด้วย อย่างนี้เรียกว่าปิดประตูที่จะมีข้าวออกหลังบ้าน ไม่มีนกลงมากินข้าวที่กองแกลบอย่างแน่นอน   ก๊กคิดดูว่าการออกแบบและการวางเครื่องจักรนั้นมีความสำคัญมาในยุคที่มีการแข็งขันสูงและค่าพลังงานก็ราคาแพงมากเพราะค่าไฟฟ้ามีแต่จะขึ้นไม่ยอมลง การออกแบบและคำนวณค่าพลังงานของการทำงานนั้นมีความหมายมากถ้าเราเพียงแต่ใช้ค่าไฟฟ้าน้อย กว่าคนอื่นเกวียนละ ๓๐ บาทปีหนึ่งๆเป็นเงินไม่น้อยวันหนึ่งๆสีข้าว ๒๐๐ เกวียนประหยัดค่าไฟฟ้า ๖๐๐๐บาทเดือนหนึ่ง๒๐วันหรือปีหนึ่ง ๓๐๐วันก็เป็นเงิน( ๑,๘๐๐,๐๐๐.- )หนึ่งล้านแปดแสนบาทเข้าไปแล้ว   พบกันฉบับหน้า รักลูกเสมอ จากป๋า
๑๕/๑๐/๔๘
 

ก๊กลูกรัก ๙
จริงๆแล้ว ยนต์ผลดี ได้ผลิตเครื่องอุปกรณ์โรงสีข้าวจะว่าครบก็ไม่ใช่ซะทีเดียวแต่ว่าเครื่องจักรหลักๆนั้นมีครบเมื่อวานนี้เขียนมาถึงตะแกรงเหลี่ยมลงมาตู้สีฝัดแล้ว
จากตู้สีฝัดระบบลมหมุนเวียนที่รักษาสิ่งแวดล้อมเราคิดดูว่าโรงสีข้าวขนาด๓๐๐เกวียนถ้าเป็นรุ่นเดิมๆต้องมีพัดลมขนาดใหญ่ใช้มอเตอร์ ๒๐แรงม้า ๒ชุดพร้อมตู้ซิกแซกขนาดใหญ่มีท่อเป่าแกลบออกหลังโรงสีขนาดใหญ่อีก ๒ท่อ ลมปลายท่อแกลบแรงมากทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณทั้งละออง ทั้งเศษแกลบเล็กๆชาวบ้านข้างเคียงเขาก็จะร้องเรื่องมลภาวะทำให้โรงสีอยู่ไม่ได้เมื่อใช้ตู้สีฝัดระบบลมหมุนเวียนใหม่นี้เราใช้มอเตอร์ขนาดเล็กตัวละ ๕ แรงม้า  และพัดลมเป่าแกลบก็ใช้มอเตอร์เพียง ๑๐ แรงม้ารวม ๓๐ แรงม้าประหยัดไป ๑๐ แรงม้าที่มากกว่านั้นคือใช้ท่อแกลบขนาด ๑๐นิ้วเพียงท่อเดียวไม่ว่าเราจะสร้างร้านสี ๒๐๐ หรือ ๓๐๐เกวียนก็ใช้ท่อแกลบเพียงท่อเดียวเท่านั้นแค่ประหยัดท่อแกลบ มอเตอร์สองรายการนี้ก็ไม่น้อยแล้วในการลงทุน ยังมีอีกที่โรงสีเก้าเลี้ยวที่นครสวรรค์เขาใช้สายพานลำเลียงแกลบจากตู้สีฝัดนี้ออกไปด้านหลังโรงสีแบบนิ่มๆไม่ต้องใช้พัดลมเป่าให้มีมลภาวะปลายสายพานยังส่ายไปมาได้อีกด้วยทำให้กองแกลบมีฐานกว้างกว่า แต่ในยุคนี้แกลบราคาแพงมากจึงนิยมมาสร้างถังเหล็กขนาดใหญ่ไว้เก็บแกลบว่ากันว่าบางโรงสีสร้างขนาดใหญ่ รถแกลบวิ่งเข้าใต้ถังเปิดออกได้อย่างสะดวกลงทุนกว่า๕ล้านเขาบอกว่าไม่กี่ปีก็คืนทุนเพราะว่ารถตักแกรงมาก น้ำมันรถตัก ค่าซ่อมรถตัก คนขับรถตักอีกอันนี้ประหยัดระยะยาวเขากล้าลงทุน
เขียนเรื่องแกลบไปเรื่อยก็ไม่ถึงข้าวสารซะที ที่นี้จากตู้สีฝัดลงมาก็ถึงตะแกรงโยก ตัวตะแกรงโยกที่ประกอบด้วยโครงสร้างไม้สักมีสองขนาด คือขนาดมาตรฐานและขนาดจัมโบ้เราวัดกันที่ด้านกว้างขนาดมาตรฐานจะกว้าง                 เซนติเมตร  ขนาดจัมโบ้จะกว้าง                    เซนติเมตร       
กำลังผลิตนั้นตามสเปคของราชการที่กำลังจะกำหนดขึ้นมาจากสมาคมโรงสีข้าวและหัวหน้าอุตสาหกรรมทั่งประเทศประชุมกันหลายครั้งแล้วว่าจะกำหนดอย่างไร เท่าไร จึงจะเป็นมาตรฐานเวลาของอนุญาตโรงสีข้าว ตัวอย่างเช่น เราติดตั้งตะแกรงโยก ขนาด ๘๐ช่องจัมโบ้
สูตรคำนวณคือ ๑.๕คูณด้วยช่อง=๑๒๐เกวียน/๒๔ชั่วโมง บวก /ลบ ๑๐เปอร์เซ็นต์จะได้ ๑๐๘เกวียนฉะนั้นเวลาเราไปขออนุญาตสร้างโรงงานก็จะได้กำลังผลิตที่ ๒๐๐เกวียน แต่ถ้าเราไปขอ ๓๐๐เขาอาจจะไม่ให้ หรือจะแจ้งลดลงบอกว่าผมสีแค่ ๑๕๐เกวียนเขาก็อาจไม่ยอมเพราะว่ามันไปกระทบถึงการจัดเก็บภาษี การขอร่วมโครงการณ์รัฐบาล
 



หน้าแรก | สินค้าและบริการ | เกี่ยวกับยนต์ผลดี | ผลงานที่ผ่านมา | ติดต่อสอบถาม  
  Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2017 All rights reserved.
บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด
25/6 ถ.พหลโยธิน กม.351
อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60240
Tel : 056-334000-2 Fax: 056-334004
Email : karn.ck@gmail.com