หน้าแรก สินค้าและบริการ เกี่ยวกับยนต์ผลดี ผลงานที่ผ่านมา ติดต่อสอบถาม
 English
-A +A
 www.yontpholdee.co.th
  Search   
 



จดหมายถึงก๊ก 3

ก๊กลูกรัก
 
จดหมายฉบับที่๔
วันก่อนพูดไว้ว่าจะเขียนถึงเสน่ห์ของโรงสีข้าว
เป็นโรงงานที่ลงทุนมาก ก็จริงแต่อายุเครื่องจักรมี อายุยืนยาวเรียกว่าโรงสีโรงหนึ่งสามารถสีข้าวได้ถึง ๕๐ปีเป็นอย่างน้อย ที่ดินที่สร้างโรงสีริมชานเมืองในวันนี้อีก ๓๐ปีก็เป็นที่ในเมืองเฉพาะขายที่ดินก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว ( อันนี้มีตัวอย่างที่จังหวัดสระบุรี ขายที่แถมโรงสี เขาบอกว่าจ้างคุณรื้อโรงสีออกไปด้วยโดยจ่ายค่ารื้อถอนให้อีกต่างหาก )
เป็นธุรกิจที่สังคมยอมรับ ว่าเป็นคหบดี ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะอำเภอ จังหวัด 
เป็นผู้ที่ช่วยเหลือสังคมและเป็นที่พึ่งของสังคม
มีการติดต่อกับธุรกิจด้านการค้าสาขาอื่นๆอีกมาก.
การดำเนินธุรกิจของโรงสีข้าว.
·       ในการสีข้าวแต่ละวัน คิดว่ากำไรน่าจะอยู่ที่เกวียนละ ๑๐๐บาท สีข้าววันละ ๓๐๐ เกวียนปีละ ๒๐๐ วันหรือ ๖๐,๐๐๐เกวียน ก็จะได้กำไร ๖,๐๐๐,๐๐๐บาท นี่เราคิดเฉพาะผลต่างจากการสีข้าวเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการขายและซื้อเข้า การอบลดความชื้น
·       ซื้อข้าวเปลือก จากเกษตรกรชาวนาท้องถิ่นและใกล้เคียงนำมาเก็บสต็อก ๒๐,๐๐๐เกวียน เมื่อต้นปี ถึงปลายปีราคาขึ้นเกวียนละ ๑,๐๐๐บาท ก็จะได้กำไรขั้นต้น  ๒๐,๐๐๐,๐๐๐.-   (แต่ต้องลงทุน ๑๒๐,๐๐๐,๐๐๐.-บาทหักต้นทุนดอกเบี้ยที่กู้ธนาคารมาแพ็คกิ้ง ๕%  ( บางท่านอาจน้อยกว่านี้แล้วแต่การตกลงกับธนาคาร )
·       สามารถขายผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในโรงสี โดยที่ไม่มีตกค้างหรือตกรุ่น เพราะว่าข้าว รำ ปลาย แกลบ ทุกตัวมีราคาเฉพาะของมันอยู่แล้วจะแตกต่าง ขึ้นหรือลงอยู่ที่ หั่งเช้ง ทุกสินค้าไม่มีเหลือถ้าท่านตั้งใจขายในราคาที่มีคนซื้อ( ยอมขาดทุนกำไรบ้าง )แต่สินค้าอื่นๆหลายสาขา สินค้าท่านอยากขายแต่หาคนซื้อไม่ได้เพราะเขายังไม่ต้องการท่านก็ขายไม่ได้แต่ข้าวเปลือก ข้าวสารนี่แปลกถ้าบอกขายขาดทุนแล้วไปทันที( ขาดทุนกำไรนะจ๊ะ )
·       เป็นธุรกิจที่ใช้วงเงินสูงมาก คิดดูการสีข้าววันละ๓๐๐เกวียน ข้าวเปลือกเกวียนละ ๖,๐๐๐บาทต้องใช้เงินวันละ๑,๘๐๐,๐๐๐บาทเดือนหนึ่งสีข้าว ๒๐ วันรวมต้องใช้เงิน ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ล้านบาทในการซื้อข้าวเปลือก ในความเป็นจริงแล้วต้องใช้เงินมากว่านี้เพราะว่าต้องซื้อให้มากกว่าที่สีอยู่จะได้มีเก็บสต๊อก ไว้สีวันหลังอีก และยังต้องทำสต๊อกไว้เก็งราคาล่วงหน้าอีกส่วนหนึ่ง
·       ถ้าเราใช้เงินซื้อข้าวเปลือกด้านขาเข้าอย่างเดียวแล้วขาออกที่เป็นรายได้ของเราก็ต้องมากกว่า ๓๖,๐๐๐,๐๐๐บาท บวกด้วยค่าใช้จ่าย กำไร รวมสองด้านก็กว่า ๗๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทปีหนึ่งทำงาน ๑๐เดือน ก็ ๗๒๐,๐๐๐,๐๐๐บาท อ่านแล้วทำไมจึงตัวเลขมากมายอย่างนี้คิดดูมาถึงเวลานี้คงถึงบางอ้อแล้วซิว่าธนาคารทำไมจึงชอบปล่อยเครดิตอุตสาหกรรมโรงสีข้าวได้มากๆก็เพราะว่าการทำ ธุรกรรมเกี่ยวกับการโอนเงิน เข้า บัญชีนี้ ออกจากบัญชีโน้นไปจังหวัดนี้ต่างๆเหล่านี้มีการเก็บค่าธรรมเนียมทุกขั้นตอนเป็นเงินที่ไม่น้อยเลย ป๋าเห็นเถ้าแก่โรงสีข้าวเดินเข้าออกธนาคารเกือบทุกวันเพราะว่าเรื่องเงินๆทองๆนั้นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดลูกก๊กลองไปคิดดูว่ามีธุรกิจอะไรบ้างที่มีเงินหมุนเวียนขนาดนี้ ( ไม่ใช่ไม่มีบริษัทใหญ่ๆส่วนมากจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ) แต่ตามต่างจังหวัดนั้น ป๋า ว่าธุรกิจการสีข้าวนี่แหละที่เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เฟืองธุรกิจเดินไปอย่างมั่นคง คิดดู ง่ายๆ เมื่อโรงสีทำการสีข้าวธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องก็ขับเคลื่อนกระสอบพลาสติก กระสอบป่าน เชือกกระสอบ อะไหล่โรงสี รถบรรทุก ยางรถยนต์ อะไหล่รถยนต์พนักงาน ไฟฟ้า น้ำประปา
·       ลูกก๊ก คิดดูว่าการทำอุตสาหกรรมอะไรก็ตามที่มีการหมุนเงินเดือนหนึ่ง๗๒ล้านก็ต้องมีกำไรมาตรฐานไม่น้อย  จริงอยู่ ถ้าเรามาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นจะน้อยมาก
แต่จะบอกอะไรให้อย่างการทำการค้านั้นไม่เคยมีใครบอกว่ามีกำไรมีแต่คนบ่นว่าขาดทุน ได้ไม่คุ้มค่าเหนื่อย ทำไปอย่างนั้นเองเพราะไม่รู้จะทำอะไร ทำอย่างอื่นไม่เป็น คนนอกก็อยากเข้าไปร่วมวงด้วย แต่คนในก็อยากออกมาทำอย่างอื่นอันนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการฟัง
จบฉบับนี้ก่อน
คิดถึงลูกเสมอ
 ๒๒ / ๐๗ / ๒๕๔๘

จดหมายฉบับที่ ๕
ก๊กลูกรัก
ในธุรกิจโรงสีข้าวนั้น มองดูภายนอกก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมากมาย ทำไมจึงต้องลงทุนกันเป็นร้อยๆล้านบาท
เมื่อเราถามเจ้าของโรงสีข้าวแต่ละโรงสีตอบเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้โรงสีข้าวคือธุรกิจที่เหมาะรวมทุกอย่างตั้งแต่ข้าวเปลือกที่เปียก (เขาเรียกว่าข้าวมีความชื้น ) นำมาจัดการเบ็ดเสร็จจนถึงบรรจุถุงพลาสติกขนาด ๕ กิโลกรัม ๑๕- ๕๐-และถุงเบ๊าซ์ แถมยังยกขึ้นใส่ตู้คอนเทนเน่อร์ให้เซอร์เวย์มาตรวจแล้วตีตราที่โรงสีเรียบร้อยรถหัวลากเทเล่อร์ก็ลากตู้ที่บรรจุข้าวสารอย่างดีไปลงท่าเรือ ส่งไปลูกค้าต่างประเทศ ลูกก๊กเห็นไหมว่าพอชาวนาเกี่ยวข้าวด้วยรถเกี่ยวสดๆ ( เขาเรียกว่าเกี่ยวพลับพลึง)เป็นเวลาที่ดีที่สุดของข้าวเปลือกแล้วนำมาชั่งขายในวันเดียวกัน โรงสก็มีหน้าที่ที่จะต้องนำออกผึ่งแดดบนลานซีเมนต์แล้วนำเข้าเครื่องอบลดความชื้นเพื่อรักษาคุณภาพของข้าวเปลือกถ้าเลยไปไม่กี่ชั่วโมงข้าวที่ตากรอบนลานก็จะเกิดความร้อน( ความชื้นจากน้ำในเมล็ดข้าว )ถ้านานกว่า๑๒ชั่วโมงก็จะเสื่อมคุณภาพคือเริ่มมีเม็ดเหลืองนั่นคือราคาข้าวเปลือกตกลงขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ได้สีข้าว
 ป๋าจะลองเขียน J D (  จ๊อบดิสกิปชั่น )ให้ดูคร่าวๆอาจจะไม่ครบทั้งหมดเป็นแนวทางว่าตั้งแต่รถบรรทุกข้าวเปลือกเริ่มขับผ่านประตูโรงสีเข้ามา.
จอดที่เครื่องเก็บตัวอย่างคุณภาพข้าวเปลือก เพื่อทำการเจาะสุ่มตัวอย่างข้าวเปลือก
นำข้าวเปลือกที่ได้จากการสุ่มเจาะประมาณ ๓ตำแหน่ง ด้านหน้า กลาง และด้านท้ายของกระบะ
มาเข้าเครื่องวัดความชื้น เมื่อรู้ความชื้นแล้วขั้นตอนต่อไปคือนำมา
กะเทาะเป็นข้าวกล้องเพื่อหาเปอร์เซ็นต์ข้าวกล้องและตรวจดูว่ามีเม็ดท้องไข่มากกี่เปอร์เซ็นต์
รายละเอียดในการตรวจสอบข้าวเปลือกเพื่อตีราคานั้นเป็นรายละเอียดขั้นสูงมากโรงสีข้าวจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตรงจุดนี้ เขาจึงต้องมีหลงจู้ตีราคาข้าวเปลือกที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงข้าวเปลือกเม็ดเดียวหลงจู้ท่านหนึ่งบอกว่าต้องดูกว่า ๑๕ ข้อตกลง ( มากกว่านะครับไม่ใช่แค่สิบห้าข้อ)
ในอดีตที่ผ่านมาหลงจู้คนนี้แหละที่มีความสารมารถมีการประมูลตัวเหมือนนักฟุตบอลที่ เตะเก่งเพราะหลงจู้เป็นคนที่ติดต่อกับเกษตรกรโดยตรงมีความสนิทสนม มีข้อมูลว่าข้าวเปลือกทุ่งไหนจะออก ทุ่งไหนแล้ง ทุ่งไหนคุณภาพดี และก็ทุ่งไหนไม่ควรซื้อเพราะว่าข้าวขาดน้ำ หรือโดนน้ำท่วม กระทบโรคอย่างนี้เป็นข้อมูลภายในที่หลายคนไม่รู้แต่ถ้าเรารู้เราก็ได้เปรียบแบบยุทธการรบที่ว่า  รู้เขา รู้เรา ร้อยรบมิพ่าย ก๊ก จะได้ยินบ่อยๆว่าโรงสีคุณ หรือโรงสีของผม อยู่ในแหล่งข้าวที่ดี ของคนโน้น อยู่ห่างไม่มีทุ่งข้าว โรงสีนั้นรถเข้าลำบากทางเล็กอยู่ในตลาดรถใหญ่เข้าไม่ได้ นั่นเรื่องทำเลไว้คุยละเอียดวันหน้า กลับมาเรื่องข้าวเปลือก
เมื่อตรวจสอบคุณภาพเป็นที่รู้ข้อมูลแล้วว่าข้าวเปลือกบนรถนี้ที่มาสดๆจากท้องนาเมื่อนำไปอบลดความชื้นจะได้ข้าวแห้งที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์  นำไปสีเป็นข้าวสารจะได้ข้าวต้น ข้าวท่อน ข้าวปลาย รำ กี่เปอร์เซ็นต์คำนวณหั่งเช้งในเวลานั้นจะต้องเปิดราคาซื้อเท่าไรจากแล้วแล้วก็ตีราคาเพื่อทำการซื้อ ขาย ก็ต้องมีการต่อรองกันบ้างตามธรรมเนียม เจ้าของข้าวเปลือก ก็ต้องเรียกเพิ่มอีกสัก ๕๐ หรือ ๑๐๐บาท หลงจู้ก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของโรงสีขอลดลงมาบ้างเมื่อตกลงกันได้ก้นำรถขึ้นชั่งทั้งข้าวเปลือกเราเรียกว่าชั่งรถหนัก
เมื่อชั่งเรียบร้อยก็ไปลงบ่อหรือลงบนลานซีเมนต์เพื่อทำการอบลดความชื้นอันดับต่อไป ทำอย่างนี้เราเรียกว่าการซื้อข้าวเปลือก ถ้าเป็นข้าวแห้งก็ต้องจัดที่ลงให้ถูกต้องข้าวคุณภาพนี้ พันธุ์นี้ ความชื้นเท่านี้ต้องลงยุ้ง นั้นเอ บี ซี ดีเป็นต้น
ถ้าหากว่าการซื้อข้าวง่ายอย่างนี้ก็คงไม่ต้องจ้างหลงจู้เงินเดือนแพงๆก็ได้ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนี้ เพราะการซื้อขายข้าวเปลือกก็คือการเก็งกำไร การซื้อล่วงหน้านั่นเอง คงไม่มีวันไหนที่ราคาวัตถุดิบถูกแล้วขายข้าวสารราคาแพง มีแต่ข้าวเปลือกราคาแพง ข้าวสารราคาถูกแบบว่าทำไม่ได้ แต่ก็ต้องทำต้องใช้การคำนวณว่ากันว่าถึงต่างประเทศ บ้างก็ว่าราคาเงิน ดอลลาร์ ขึ้นลงมีผลต่อราคาข้าวเปลือกในท้องนานั่นเชียว
เพราะว่าราคาส่งออกต่างประเทศนั้นเป็นตัวกำหนดราคาข้าวเปลือกฉะนั้นการซื้อข้าวเปลือกทั้งสดและแห้งนั้นเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงเลยทีเดียว ที่ยากไปว่านั้นคือคุณภาพก็ งั้นๆแต่ราคาจะเรียกแบบว่านางงามชนะประกวด แถมยังขุ่อีกว่าถ้าไม่ได้ราคาเท่านั้นจะไปขายให้โรงสีข้างบ้านเพราะว่าเขาให้ราคาดีกว่า จะไม่ซื้อก็เสียฟอร์ม จะซื้อก็กลัวขาดทุน ถ้ามัวแต่เงื้อง่าราคาแพงก็ไม่มีข้าวสี ้ถ้าซื้อแล้วราคาไม่ส่งก็ต้องหยุดรอ แต่ที่ผ่านมาทุกโรงสีต้องแข่งกันซื้อในต้นฤดูเรียกว่าไม่ต้องมอง หั่งเช้งกันแล้วซื้อให้เต็มยุ้งอย่างเดียวแล้วมานั่ง ลุ้นทีหลังว่าจะเป็นอย่างไร
มายุค นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ต่อมาถึงท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีการจำนำข้าวเปลือกเพื่อช่วยเหลือชาวนา ทำให้ราคาข้าวเปลือกไม่เป็นไปตามสภาวะตลาดที่แท้จริง บริษัทส่งออกข้าวสาร ก็ซื้อข้าวสารจากโรงสีลดลง หันไปซื้อข้าวสารจากรัฐบาลมาขายซึ่งราคาถูกกว่า โรงสีทั้งประเทศก็หันไปรับจำนำข้าวเปลือกแล้วสีเป็นข้าวสารส่งรัฐบาลเข้าฝากในโกดังของโรงสีและโกดังกลาง เมื่อถึงเวลารัฐบาลก็เปิดโกดังนำข้าวสารออกมาขายให้พ่อค้าส่งออกโรงสีข้าวที่สีเป็นประจำก็คือโรงสีที่สีข้าวขายให้ประชาชนในประเทศที่เราเรียกว่าข้าวบริโภคภายใน แต่ราคาก็ต้องอิงการส่งออกทั้งหมด
ถ้าการซื้อข้าวเปลือกในราคาที่รัฐบาลกำหนดหักความชื้น หักด้วยค่าจ้างแปรสภาพ ( ค่าอบลดความชื้นและค่าสีข้าวให้ได้ตามคุณภาพที่กำหนดในราคาที่กำหนด ) โลกนี้ก็จะสดสวยและมีกำไรกันทุกคนแต่เมื่อมีใครคนหนึ่งรับข้าวจำนำในราคาที่แพงกว่าราคากลางอะไรจะเกิดขึ้น คิดดูถ้าท่านไม่สู้ราคาก็ไม่มีข้าวเปลือกเข้าโรงสีท่านก็ไม่มีงานทำแล้วทำไมโรงสีข้าวบ้านเขาจึงทำได้ เราคิดอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือว่าเขาสีข้าวต้นได้ ๖๐๐กิโลกรัม เครื่องจักรเขาดีกว่าเราหรือเปล่า เขามีเทคนิคอะไร เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแต่ลูกก๊กไม่ต้องห่วงคำตอบมีอยู่ในฉบับต่อไป
คิดถึงลูกเสมอ
จากป๋า     ๒๖/๐๗/๒๕๔๘


หน้าแรก | สินค้าและบริการ | เกี่ยวกับยนต์ผลดี | ผลงานที่ผ่านมา | ติดต่อสอบถาม  
  Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2017 All rights reserved.
บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด
25/6 ถ.พหลโยธิน กม.351
อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60240
Tel : 056-334000-2 Fax: 056-334004
Email : karn.ck@gmail.com